ข้อมูลสินค้าและตลาดจีน

  One Belt, One Road

            นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนได้เริ่มเอ่ยถึงคำว่า “Silk Road” หรือ เส้นทางสายไหม เมื่อเดือนกันยายน 2013 มาจนถึงวันนี้กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้นำจีนยังไม่ลดละความพยายามที่จะปลุกฟื้นคืนชีพเส้นทางสายไหมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการยอมควักกระเป๋าตั้งกองทุน Silk Road Fund สูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อโชว์ความจริงใจในการสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ตามแนวเส้นทางสายไหมในประวัติศาสตร์ที่ครอบคลุมเกือบทั้งโลก ไม่เฉพาะในภูมิภาคเอเชีย 


            คำว่า One Belt, One Road หรือ อีไต้อีลู่ (Yi Dai, Yi Lu) ในภาษาจีนกลาง ก็เป็นอีกแนวคิดที่ผู้นำจีนหยิบยกขึ้นมากล่าวบ่อยเช่นกัน ซึ่งคำว่า Belt ในที่นี้ ก็คือ Silk Road Economic Belt ที่ผู้นำจีนเอ่ยขึ้นครั้งแรกในระหว่างการเยือนเพื่อนบ้านในเอเชียกลางเมื่อกันยายน 2013 และคำว่า Road ก็คือ Maritime Silk Road ที่ผู้นำจีนกล่าวถึงในอีกเดือนถัดมา ช่วงระหว่างการเยือนเพื่อนบ้านในอาเซียน 
            ทั้งหมดนี้เป็นเสมือน “คัมภีร์” สำคัญที่ผู้นำของจีนจะต้องนำไปหยิบยกเผยแพร่เพื่อหาแนวร่วมในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ และสะท้อนถึงความมุมานะที่จะปลุกคืนชีพเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายบทบาทและแสวงหาผลประโยชน์ของจีนโดยการเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่างๆ 
http://www.thaibizchina.com/upload/thaibizchina/BIC-KUNMING/01.2013/article/ssilkroad/3bazi.jpg

                ประการแรก เส้นทางสายไหมและ One Belt, One Road ถูกริเริ่มและผลักดันสู่แวดวงระหว่างประเทศ โดยผู้นำระดับสูงสุดของจีน จึงสะท้อนถึงความแน่วแน่ของจีนในการสร้าง “โมเดลใหม่” ในการบูรณาการจีนกับภูมิภาคต่างๆ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางนโยบายต่างประเทศและภายในประเทศของจีน โดยได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้นจากรัฐบาลมณฑลหลายแห่งของจีน 

                ประการที่สอง จีนมีบทบาทหลักในฐานะเป็นผู้ริเริ่มและเป็นสถาปนิกออกแบบโครงการนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่ภูมิภาคต่างๆ อย่างแนบเนียนไม่โฉ่งฉ่างและดูไม่น่ากลัว ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียกลาง เชื่อมโยงไปจนถึงตะวันออกกลาง แอฟริกาและยุโรป ไปจนถึง
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งการเชื่อมโยง 2 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดีย 
ประการสุดท้าย เส้นทางสายไหม นับเป็นอภิมหาโครงการของรัฐบาลจีนที่ไม่ได้มีเฉพาะมิติเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมหลากหลาย ทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรม และสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ที่จีนต้องการใช้เพื่อสร้างเครือข่ายแสวงหาแนวร่วมในการคานอำนาจกับมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะสหรัฐฯ 

            ที่สำคัญ แม้ว่าเส้นทางสายไหม โดยเฉพาะ Maritime Silk Road จะดูเสมือนเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับน่านน้ำทะเล และมหาสมุทรต่างๆ ซึ่งย่อมจะเกี่ยวโยงกับประเด็นความมั่นคงและมีความอ่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ จึงต้องตระหนักถึงทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง และมิได้เป็นเพียงความตกลงสองฝ่ายของคู่ประเทศใดๆ หากแต่เป็นประเด็นความเกี่ยวโยงในวงกว้างในระดับภูมิภาค คงต้องมีกลไกและหลักปฏิบัติที่สอดคล้องและเป็นไปตามกฎระเบียบความตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยยึดถือหลักการไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน (mutual trust) ในระหว่างสมาชิก 

แหล่งข้อมูล
เว็บไซต์ข่าว http://special.yunnan.cn/feature10/node_52000.htm 
เว็บไซต์ข่าว http://yn.yunnan.cn/html/2014-03/29/content_3149806.htm 
เว็บไซต์รัฐบาลคุนหมิง http://www.km.gov.cn/structure/sylm/kmxwxx_259884_1.htm 
เว็บไซต์ข่าว http://www.yn.xinhuanet.com/newscenter/2014-07/07/c_133464868.htm
จัดทำโดย
นส.ธิดารัตน์ วนพฤกษาศิลป์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง 
วันที่ 22 กรกฎาคม 2557
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/interesting-facts/detail.php?SECTION_ID=616&ID=14641
ที่มา http://schillerinstitute.org/strategic/2014/0905-shixiu-1belt_1road.html

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/633823#sthash.WGIyGHp1.dpuf

  จีนประกาศปรับลดภาษีสินค้านำเข้า มีผล 1 มิถุนายนนี้

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 กระทรวงการคลังจีนประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้าของใช้ส่วนตัวเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป
การปรับลดภาษีนำเข้า มีรายละเอียด ดังนี้

1. สินค้าประเภทเสื้อผ้าจะลดลงจากร้อยละ 14 - 23 เหลือร้อยละ 7-10
2. สินค้าประเภทรองเท้าจะลดลงจากร้อยละ 22 - 24 เหลือร้อยละ 12
3. สินค้าประเภทเครื่องสำอางจะลดลงจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 2
4. สินค้าประเภทผ้าอ้อมเด็กจะลดลงจากร้อยละ 7.5 เป็นร้อยละ 2

การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าในครั้งนี้ถือเป็นการรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญทางหนึ่งผ่านช่องทางการนำเข้าสินค้าเพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2558 มูลค่าการค้าปลีกเพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2557ถึงร้อยละ 10.4 แต่ก็ยังเป็นส่วนแบ่งขนาดเล็กของ GDP
นายหลัว ยูติง คณบดีประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในชีวิตประจำวัน จะส่งผลให้ประชาชนชาวจีนนิยมสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และจะกระทบต่อการซื้อสินค้าในต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในประเทศจะให้ความสำคัญกับการออกแบบ การเลือกใช้วัตถุดิบและคุณภาพสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พฤษภาคม 2558
โดย : นางสาวนวลพรรณ เธียรสวัสดิ์กิจ
แหล่งข้อมูล : http://news.xinhuanet.com/ (新华网)
ภาพรวมจีน / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ กรุงปักกิ่ง

Ref # http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?SECTION_ID=574&ID=15554

  จีนประกาศรายงาน E-commerce ประจำปี 2557 ชี้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2558 กระทรวงพาณิชย์จีนจัดทำรายงาน E-commerce จีนประจำปี 2557 (2014 China E-commerce Report)ซึ่งระบุสถานการณ์ E-commerce ปี 2557 และแนวโน้มการพัฒนาตลาด E-Commerce ของจีน รวมถึงบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) ปัจจุบัน E-Commerce เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน โดยในปี 2557 อัตราเติบโตของมูลค่าการค้า E-commerce ที่ร้อยละ 28.64 ถือเป็น 3.86 เท่าของอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (ร้อยละ 7.4) นอกจากนี้ รายได้ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ E-commerce เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปี 2556
2) การพาณิชย์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-Commerce) เติบโตเป็นอย่างสูง ในปี 2557 มูลค่าการค้าแบบ M-commerce มีมูลค่าสูงถึง 895,685 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 234.3 เมื่อเทียบกับปี 2556 ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้ WeChat มีถึง 500 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 เมื่อเทียบกับปี 2556
3) E-commerce ในเขตชนบทมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงพาณิชย์จีนและกระทรวงการคลังจีนได้เริ่มโครงการนำร่อง “E-commerce สู่ชนบท” ใน 56 อำเภอของ 8 มณฑลทั่วประเทศจีน ทั้งนี้ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์จีนได้เปิดศูนย์บริการข้อมูลสิ้นค้าเกษตรของจีน ทำให้สามาถช่วยจำหน่ายสินค้าเกษตรได้มากกว่า 23 ล้านตัน มูลค่ากว่า 87,000 ล้านหยวน
4) E-commerce ของจีนมีอิทธิพลในตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัท JD.COM และเครือ Alibaba ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ E-commerce สองรายใหญ่ของจีนและได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจ E-Commerce จีนเติบโตร้อยละ 31.4 ในปี 2557
 ปรับปรุงล่าสุด : 21 พฤษภาคม 2558
โดย : นายคุณากร เหวิน 
แหล่งข้อมูล : http://www.mofcom.gov.cn/ (商务部)
ภาพรวมจีน / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ กรุงปักกิ่ง

Ref : http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?SECTION_ID=461&ID=15517

  รองเท้า “บูม” ในตลาดออนไลน์ จีนลดภาษีรองเท้าลงเท่าตัว!

            การผลิตที่มีดีไซน์ หรือ ODM ของไทย จะได้รับอานิสงส์จากอุปทานตลาดรองเท้ามหาศาลในจีน เนื่องจากการผลิตอย่างมีดีไซน์สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนได้เป็นอย่างดี
จากผลการวิเคราะห์บ่งบอกว่า ผู้บริโภคชาวจีนกว่าร้อยละ 20 ใช้เงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยจากยุโรป

            การที่จะทำให้สินค้าไทยติดตลาดจีนนั้นไม่ยาก เพียงแค่ผู้ประกอบการไทยเอาใจใส่เรื่องดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และการสร้างแบรนดิ้งให้มีคุณค่ามากขึ้น ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการสิ่งทอไทยหลายแห่งได้ย้ายถิ่นฐานการผลิตไปยังประเทศกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม หรือ CLMV เพื่อเป็นการลดต้นทุนสิ่งทอ เมื่อต้นทุนการผลิตลดลงแล้ว ก็ไม่น่ายากที่จะกลับเข้ามาแข่งขันในตลาดจีนอีกครั้ง โดยนายอิทธิชัย ยศศรี ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประจำสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือสศอ. เปิดเผยว่า ไทยมีความพร้อมที่จะเป็น Service Industry สิ่งทอเต็มตัว เนื่องจากไทยมีองค์ความรู้ครบวงจร ผู้ประกอบการไทยควรผลิตอย่างต่อยอด และไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้าพื้นฐานอย่างเดิมๆ อีกต่อไป

            คาดว่าสินค้ารองเท้าของไทยจะได้รับการยอมรับจากตลาดจีนเป็นอย่างดี เพียงแค่เราต้องผลิตสินค้าอย่างมีดีไซน์ มีเอกลักษณ์ ทำแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ถ้าทำได้แบบนี้ไม่เพียงแต่ตลาดจีนเท่านั้น ตลาดทั่วโลกก็สามารถเจาะได้ไม่ยาก เชื่อเหลือเกินว่าสินค้าอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ จะเป็นสินค้าจุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไทยในอนาคต!

จัดทำโดย นายกองพล กำจรสุขรุจี 
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ 
ข้อมูลอ้างอิง : 
1) นสพ. China Daily ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม 58 เรื่อง China slashes import tax on skincare to shoes to spark domestic demand 
2) นสพ. China Daily ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 58 เรื่อง Creates opportunities for entrepreneur 
3) สถานีโทรทัศน์ Voice TV วันที่ 2 มิถุนายน 58 เรื่อง ไทยต้องปรับตัวสู่การผลิตมีดีไซน์-แบรนด์ หลังต่างชาติย้ายฐานผลิต
ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิถุนายน 2558
โดย : กองพล กำจรสุขรุจี
นครเซี่ยงไฮ้ / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซียงไฮ้
Ref : http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?SECTION_ID=461&ID=15589

  “อาลีบาบาจับมือธนาคารกสิกรไทยช่วยเหลือ SMEs”

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์อาลีบาบา ยังจับมือกับธนาคารกสิกรไทย ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEsไทยที่กำลังแสวงหาตลาดใหม่ในการนำสินค้าหมวดการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร อัญมณี เครื่องประดับ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและขยายการส่งออก ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ
จากข้อตกลงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจะสามารถสมัครเป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ผ่านธนาคารกสิกรไทย ทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้ซื้อ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการตลาดออนไลน์ที่จัดโดยอาลีบาบา ได้ฟรี พร้อมทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านเว็บไซต์ http://th.alibaba.com

 (ที่มา: http://www.kasikornbank.com/)
ผู้ประกอบการไทยที่มีสินค้าดีมีคุณภาพอยู่ในมือจะมีโอกาสบ้างหรือไม่... 
ขอให้ทุกท่านติดตามบทความภาคที่ 2 ‘เรียนจากผู้รู้ สินค้าไทยบนอีคอมเมิร์ชจีน’ 

http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/business-opportunity/detail.php?SECTION_ID=616&ID=15043